องค์กรกับการพัฒนาบุคลากรแนวใหม่เพื่อผลลัพธ์ที่ดี


ปัจจุบันองค์กรถูกท้าทายด้วยระบบโลกาภิวัฒน์ ที่นำมาซึ่งการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและการเอารัดเอาเปรียบทุกรูปแบบเพื่อชัยชนะจึงส่งผลทำให้ผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารใหม่ โดยการบริหารงานเชิงกลยุทธ์ซึ่งผู้บริหารต้องเริ่มต้นจากการ ทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ใหม่และพร้อมทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่ที่จะทำให้องค์การเกิดผลลัพธ์ที่ดีในปัจจุบันและในอนาคตดังนั้น ผู้บริหารองค์กรจะต้องนำเอารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ต่างๆ มาหาวิธีในการพัฒนาบุคลากรแนวใหม่ โดยที่ผู้บริหารและองค์กรต้องให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกระดับอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน เพราะหากผู้บริหารองค์กรและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ได้ให้ความสำคัญและให้ความเอาใจใส่อย่างจริงจัง ก็จะส่งผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นกับองค์กรในระยะยาว เพราะเมื่อพนักงานได้รับการพัฒนาทัศนคติและมีแรงจูงใจในการทำงานที่ดี และพนักงานได้รับการตอบสนองความต้องการอย่างเหมาะสม ก็ย่อมจะทำให้องค์กรได้ความจงรักภักดี ความทุ่มเทกำลังสติปัญญาและความสามารถในทุกๆ ด้านเพื่อพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน แต่ในขณะเดียวกันหากพนักงานไม่ได้รับการพัฒนาทัศนคติและขาดแรงจูงใจที่ดีพอ ก็จะส่งผลกระทบทำให้การทำงานของพนักงานไม่เต็มที่หรือบางครั้งก็ทำงานตามหน้าที่ของตนให้เสร็จในแต่ละวันเท่านั้นและส่งผลกระทบตามมาโดยพนักงานจะขาดจิตสำนึกที่จะรักองค์กร ขาดการทุ่มเทกำลังกายทำให้องค์กรไม่พัฒนาและขาดการเติบโตเพราะฉะนั้นการพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลในระยะยาวจึงต้องเปลี่ยนหลักการและแนวคิดแบบเดิมมาเป็นระบบการพัฒนาคนแนวใหม่
ดังนั้น การพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลในระยะยาวจึงต้องเปลี่ยนหลักการและวิธีคิดจากแบบเดิมมาสู่การพัฒนาแบบใหม่ โดยอาศัยการพัฒนาทัศนคติ การพัฒนาลักษณะนิสัย และการพัฒนาแรงจูงใจของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จึงจะช่วยทำให้บุคลากรและองค์กรอยู่รอดและเติบโตเป็นที่ยอมรับทั้งภายในและภายนอกประเทศและเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆอย่างดี และพร้อมที่จะใช้ข้อมูลต่างๆ มาทำการตัดสินใจในการบริหารงานบุคคล เพื่อให้อยู่รอด ซึ่งจำเป็นจะต้องปรับตัวอยู่เสมอโดยมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล

การฝึกอบรมกับการศึกษาและการพัฒนาบุคคล

การพัฒนาบุคคล และการฝึกอบรมล้วนแต่มีลักษณะที่สำคัญๆ คล้ายคลึงกัน และเกี่ยวข้องกันจนดูเหมือน จะแยกออกจากกันได้ยาก แต่ความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสามเรื่องดังกล่าว จะช่วยทำให้สามารถเข้าใจถึงลักษณะของ
กระบวนการฝึกอบรม ตลอดจนบทบาทและหน้าที่ของผู้รับผิดชอบจัดการฝึกอบรมเพิ่มมากขึ้น

การศึกษาเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างมีระบบ เพื่อให้บุคคลมีความรู้ ทักษะ ทัศนคติในเรื่องทั่วๆไป อย่างกว้างๆ โดยมุ่งเน้นการสร้างคนให้มีความสมบูรณ์ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมด้วยดี และสามารถปรับตัว ให้เข้ากับ สภาพแวดล้อมได้เป็นสำคัญ ถึงแม้ว่า การศึกษายุคปัจจุบันจะเน้นให้ความสำคัญแก่ตัวผู้เรียนเป็นหลัก (Student-Centered) ทั้งในด้านของการจัด เนื้อหาการเรียนรู้ ระดับความยากง่ายและเทคนิควิธีการเรียนรู้ เพื่อให้ตรงกับความสนใจ ความต้องการ ระดับสติปัญญา และความสามารถของผู้เรียนก็ตาม การศึกษาโดยทั่วไปก็ยังคงเป็นการสนองความต้องการของบุคคล ในการ เตรียมพร้อม หรือสร้างพื้นฐานในการเลือกอาชีพมากกว่า การมุ่งเน้นให้นำไปใช้ในการปฏิบัติงานใดงานหนึ่ง นอกจากนั้น การศึกษาเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ตลอดชีวิต ( Lifelong Education) ไม่จำกัดระยะเวลาอีกด้วย

ส่วนคำว่า การพัฒนาบุคคล นั้น นักวิชาการด้านการฝึกอบรมบางท่านเห็นว่าเกือบจะเป็นเรื่องเดียวกันกับการฝึกอบรม โดยกล่าวว่า การฝึกอบรม เป็นการเสริมสร้างให้เกิดการเรียนรู้ สำหรับบุคลากรระดับปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถทำงานอย่างใด อย่างหนึ่งได้ตามจุดประสงค์เฉพาะอย่าง ในขณะที่การพัฒนาบุคคลนั้น มุ่งเสริมสร้างให้เกิดการเรียนรู้ในเรื่องทั่วๆไป อย่างกว้างๆ จึงเป็นการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรระดับบริหารเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วบุคลากรทั้งสองระดับก็ต้องมีทั้งการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากรรวมๆกันไป เพียงแต่ว่าจะเน้นหนักไปในทางใดเท่านั้น

นอกจากนั้น การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคคลนั้น เป็นเรื่องที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง เน้นถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ ของงานซึ่งตัวบุคคลนั้นปฏิบัติอยู่ หรือจะปฏิบัติต่อไปในระยะยาว เนื้อหาของเรื่องที่ฝึกอบรมอาจเป็น เรื่องที่ตรงกับความต้องการ ของตัวบุคคลนั้นหรือไม่ก็ได้ แต่จะเป็นเรื่องที่มุ่งเน้นให้ตรงกับงานที่กำลังปฏิบัติอยู่หรือกำลังจะได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ การฝึกอบรม จะต้องเป็นเรื่องที่จะต้องมีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดลงอย่างแน่นอน โดยมีจุดประสงค์ให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง พฤติกรรม ซึ่งสามารถประเมินผลได้จากการปฏิบัติงานหรือผลงาน (Performance) หลังจากได้รับการฝึกอบรม ในขณะที่การศึกษา เป็นเรื่องระยะยาว และอาจประเมินไม่ได้ในทันที

 

การพัฒนาธุรกิจของตัวเองนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องคิดค้นวิธีใหม่ๆ

17

ในปัจจุบันมีแผนธุรกิจใหม่ๆ มากมาย จากผู้ที่เคยประสบความสำเร็จมาเผยแพร่และบอกเล่าให้เราฟัง ผ่านทางหนังสือ หรือบทสัมภาษณ์ต่างๆ ซึ่งเมื่อเราหยิบไปปรับใช้กับธุรกิจตัวเองก็พบว่าบ้างก็ใช้ได้ บ้างก็ใช้ไม่ได้ และหลายๆ ครั้งก็พบว่ารูปแบบธุรกิจ หรือแผนการตลาดใหม่ๆ นั้นมีมากมายเหลือเกิน จนไม่รู้จะทดลองใช้อันไหนดี เพราะการทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะสามารถลองผิดลองลองถูกได้เสมอ เมื่อเกิดข้อผิดพลาดแล้วนั้นอาจหมายถึงจุดจบของธุรกิจเราได้เลย ดังนั้นจะดีกว่าใหม่ถ้าเราหันกลับมามองเรื่องพื้นฐาน 5 ประการที่เคยใช้ได้ผลกับทุกยุคทุกสมัย และนำมาปรับใช้กับอะไรใหม่ๆ ที่เราอยากให้เป็น หรือปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์มากขึ้นกันดีกว่า

การพัฒนาธุรกิจของตัวเองนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องคิดค้นวิธีใหม่ๆ เองเสมอไป หนทางที่ง่ายกว่าคือการลองมองดูธุรกิจรอบๆ ตัวเราดูบ้างว่ามีแผนพัฒนาธุรกิจอะไรที่น่าสนใจและสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจของเราเองได้บ้าง ซึ่งเราคงไม่ต้องมองไปไหนไกล เราสามารถเริ่มต้นได้จากดูคู่แข่งของเราเองก่อนว่าพวกเขามีอะไรที่ดีกว่าและนำหน้าเราอยู่ และยังมีอะไรที่ขาดหายไป หรือมีอะไรที่น่าจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้อีก จากนั้นนำสิ่งที่เราเห็นมาวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อหาข้อดี ข้อเสีย และผลที่ตามมาเมื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจตัวเองว่ามีความคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน อย่างเช่น รูปแบบร้านของ Apple Store ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการหลายรายที่นำมาปรับใช้ เนื่องจากรูปแบบร้านที่เรียบง่าย เน้นให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและได้ทดลองเล่น ทดลองใช้ รวมไปถึงการบริการที่เอาใจใส่ ทำให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เราก็สามารถนำจุดแข็งเหล่านี้มาปรับใช้ให้กับธุรกิจของตัวเองได้เช่นกัน

หัวข้อนี้ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด แต่กลับมีคนเป็นจำนวนมากที่มักพลาดกันในเรื่องการใส่ใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพราะคนส่วนมากนั้นมักเลือกที่จะเดาใจลูกค้ากันเอาเอง คิดกันเอาเองว่าลูกค้ามีความต้องการแบบนั้นแบบนี้ ทั้งๆ ที่วิธีที่ง่ายและได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำมากกว่าการคาดเดาก็แค่การถามลูกค้าตรงๆ หรือพยายามรับฟังลูกค้าให้มากขึ้นเพียงเท่านั้นเอง   ซึ่งวิธีการถามลูกค้านั้นก็สามารถทำได้โดยวิธีการทำแบบสอบถาม เพื่อรวบรวมข้อมูลและนำมาประเมินเพื่อพัฒนาสินค้า และการบริการแต่ละด้านให้ตรงจุด และตรงใจของลูกค้าให้มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนการรับฟังนั้นก็ทำได้ไม่ยากเช่นกันเพียงแค่เราใส่ใจในสิ่งที่ลูกค้าพูด หรือลูกค้าบ่นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และการบริการของเราไม่ว่าผ่านทางพนักงานขาย หรือบนโลกออนไลน์ก็ควรนำมาวิเคราะห์และแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น

วิธีสร้างความสุขให้กับพนักงานภายในออฟฟิศ

vdkinnovationcenter.com

หากพนักงานมีความสุขกับการทำงาน ย่อมทำให้ผลงานออกมาดี ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่บุคคลหนึ่งจะสามารถทำงานออกมาดีได้ต้องอาศัยความสนใจ ความสุข ความชอบ ความถนัด ทำให้ผลงานออกมาดี เนื่องจากองค์ประกอบของบริษัทไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว พนักงานยังมีส่วนในการทำให้ธุรกิจมีการก้าวเดินไปข้างหน้า ดังนั้นหากบริษัทจะโตได้ต้องอาศัยบุคลากรที่ดี และมีความสุขกับการทำงาน จึงจะสามารถทำให้บริษัทมีคุณภาพในอนาคต

การส่งข่าวสารกิจกรรมไปยังบ้านพนักงาน เป็นวิธีการที่ในเมืองไทยไม่ค่อยจะมีใครทำสักเท่าไร แต่เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดยวิธีนี้ช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เพราะได้รับการติดต่อให้ร่วมกิจกรรม นี่เป็นวิธีแรกๆที่บริษัทควรนำไปใช้กับพนักงาน

การทำงานเกี่ยวกับทางด้านธุรกิจนั้นมีการแข่งขันที่สูง พนักงานจึงมีความเครียดจากการทำงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความเครียดจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของทางบริษัท บริษัทจะจัดกิจกรรมนันทนาการให้กับพนักงานและครอบครัวก็เป็นทางออกที่ดีอย่างหนึ่งของการแก้ไขปัญหาดังกล่าว อาทิเช่น จัดกิจกรรมกีฬาสีและให้พนักงานพาครอบครัวมาร่วมแข่งขันด้วย หรือจัดกิจกรรมตามประเพณีของไทย เช่น การจัดงานปีใหม่ที่เปิดโอกาสให้มีการจับสลากแจกของขวัญภายในงาน การจัดให้มีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในช่วงวันสงกรานต์ เป็นต้น การจัดกิจกรรมต่างๆจะช่วยให้พนักงานคลายความเครียดลง และยังช่วยสานสัมพันธ์ของคนในบริษัทด้วย

นอกจากนี้สภาพแวดล้อมมีส่วนสำคัญด้านสุขภาพจิตของพนักงาน ผู้ประกอบการควรจัดสภาพแวดล้อมในออฟฟิศให้มีความเหมาะสม ให้อยู่ในลักษณะที่ช่วยให้พนักงานมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลของพนักงานได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามถ้ามีผู้บริการที่มีความรู้ความสามารถ มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้พนักงานรู้สึกถึงความมั่นใจ และมั่นคงของหน้าที่ในอนาคต และพร้อมที่จะฝากอนาคตการทำงานของตนเองให้บริษัทดูแล ซึ่งความเชื่อมั่นเหล่านี้ย่อมส่งผลให้พนักงานไม่ต้องคอยห่วงเรื่องความอยู่รอดของบริษัท ทำให้ทำงานได้อย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพ

ควรจัดฝึกอบรมเพื่อให้พนักงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในภาคธุรกิจต่างทุ่มเทให้กับการสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถ เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีฝีมือมาช่วยพัฒนาธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาบุคลากร ก็คือ การที่องค์กรต่างพัฒนาบุคคลให้มีความสามารถเพิ่มมากขึ้น ทำให้เติบโตไปในสายงาน และรักษาบุคลากรเหล่านี้ให้อยู่กับธุรกิจไปยาวนานขึ้น

ในยุคที่เทคโนโลยีมีการเติบโตไปเรื่อยๆ สิ่งที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด ก็คือ คน หรือบุคลากรของธุรกิจนั้นๆ โดยเฉพาะบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและคุณภาพของคนที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่องค์กรนั้น ๆ หากธุรกิจใดมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าย่อมได้เปรียบในเชิงแข่งขันกับธุรกิจอื่นๆ ดังนั้นการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถและเพิ่มทักษะของพนักงาน เพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ในการฝึกอบรมพนักงานเป็นสิ่งที่ธุรกิจต่างๆนำมาใช้ในการพัฒนาพนักงานของตนเอง ในทุกๆปีจะมีการจัดอบรมพัฒนาพนักงาน เพื่อให้พนักงานมีความรู้ความสามารถ และเพิ่มพูนทักษะในการทำงานให้มากขึ้น การที่ยอดขายของธุรกิจไปในทิศทางที่ดีขึ้นส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พนักงานมีการพัฒนาความรู้ มีความพร้อมที่จะทำงานยากๆในทุกๆปี ทางด้านผู้จัดฝึกอบรมเองจะต้องคำนึงว่าต้องการให้พนักงานทำงานอะไร และจะต้องสร้างความสำเร็จในเรื่องใดบ้าง และพนักงานยังขาดความรู้ด้านใดในการทำงานนั้นๆ และประสานไปยังผู้จัดฝึกอบรมให้ทำหน้าที่ต่อไป

การที่พนักงานได้มีการพัฒนาทักษะหลังการฝึกอบรมนับว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตามหากต้องการให้การฝึกอบรมได้ผลดีจริงๆจะต้องต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหัวหน้างาน และลูกน้องที่จะต้องให้ความสนใจนำความรู้หรือทักษะใหม่ๆที่ได้อบรมมา ซึ่งถ้ามีการนำมาใช้ก็จะส่งผลให้ธุรกิจไปในทิศทางที่ดีขึ้น การฝึกอบรมจึงมีประโยชน์อย่างแท้จริง

การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร
และการจัดอบรมพนักงานใหม่ๆเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชี่ยวชาญของทางผู้จัดอบรมเอง และความสามารถในตัวบุคคลที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งการฝึกอบรมเพียงครั้งเดียวไม่เพียงพอที่จะรับปัญหาภายในธุรกิจได้ จึงต้องมีการจัดฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ธุรกิจมีความก้าวหน้าต่อไป