ประโยชน์ของการฝึกอบรมให้พนักงาน

การฝึกอบรม จะมุ่งเน้นให้เกิดความรู้มากกว่าเป็นการฝึกทักษะ (Skill) ในการทำงาน โดยผู้ที่รับผิดชอบบริหารงานการฝึกอบรมให้กับพนักงานในองค์การก็คือ หน่วยงานที่ดูแลงานบุคลากรของบริษัท อาจจะจัดตั้งเป็นฝ่ายหรือแผนกขึ้น เพื่อช่วยในการดูแล ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน เพื่อให้พนักงานมีความรู้ และความสามารถในการบริหารงานที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุเป้าหมายตามที่ผู้บังคับบัญชาคาดหวังและต้องการ โดยการเน้นเรื่องการเพิ่มศักยภาพขององค์กรในภาพรวม ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร ถึงแม้ว่าการฝึกอบรมอาจต้องการงบประมาณรวมถึงทรัพยากรต่างๆมาช่วยสนับสนุน แต่ปัจจุบันองค์กรชั้นนำที่เปิดรับสมัครงานหลายองค์กรนั้นเริ่มมีความใส่ใจในความสำคัญของการฝึกอบรมพนักงานมากยิ่งขึ้น เนื่องจากองค์กรจะได้รับประโยชน์อย่างมากมาย เช่น

– สร้างกำลังใจและทัศนคติที่ดีในการทำงาน นอกจากการฝึกอบรมในแต่ละหลักสูตรจะสร้างความรู้ความชำนาญทางวิชาการแก่พนักงานแล้วยังสามารถช่วยให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลายจากสภาพวะตึงเครียดที่เกิดจากการทำงานและยังสามารถเล็งเห็นว่าองค์กรนั้นมีความใส่ใจและพร้อมส่งเสริมพนักงานให้มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ซึ่งสามารถช่วยให้พนักงานมีกำลังใจที่จะทำงานให้ดีมีประสิทธิภาพเพื่อองค์กร

– เพิ่มทักษะในหน้าที่การงาน หลังจากการฝึกอบรมทุกครั้งทุกองค์กรควรมีความคาดหวังหรือเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาของพนักงานแต่ละคน หากการฝึกอบรมมีประสิทธิภาพ สิ่งที่สามารถสะท้อนกลับมาคือการที่พนักงานนำเคล็ดลับความรู้กลับมาใช้ในการทำงาน สามารถปฏิบัติงานด้วยทักษะที่เพิ่มขึ้นทั้งในด้านการแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์รวมถึงความชำนาญในการปฏิบัติงาน

– ลดอุบัติเหตุจากการทำงาน ประโยชน์ที่สามารถเห็นชัดจากการฝึกอบรมโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวกับฝ่ายโรงงานหรือฝ่ายผลิตนั้น คือการลดอุบัติเหตุและความผิดพลาดในการทำงาน ซึ่งทำให้ระบบการทำงานในภาพรวมสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการจัดฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องนั้นมีมากมาย เนื่องจากพนักงานจะได้รับความรู้และทักษะใหม่ ๆ ที่สามารถเพิ่มคุณค่าตลาดและเป็นและกำลังในการหารายได้ การมีทักษะที่มีประโยชน์จะทำให้พนักงานมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น

การอบรมปฐมนิเทศพนักงานใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงาน

การปฐมนิเทศ การชี้แจงเบื้องต้น เพื่อให้พนักงานใหม่ ได้รู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับองค์การที่เขาจะเข้ามาดำเนินชีวิตด้วยความสูงและพอใจในหน้าที่การงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านจิตใจ ให้เกิดความรัก ความผูกพันที่จะร่วมทำงานภายใต้ความศรัทธา ไว้วางใจในการอยู่ทำงานกับองค์การตั้งแต่ต้น

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด ในการปฐมนิเทศ คือ ความประทับใจครั้งแรก เพราะสิ่งที่พนักงานใหม่คาดหวังว่าจะได้พบ เมื่อเขาย่างก้าวเข้ามาทำงานในวันแรก นั่นคือหวังว่าจะไดความรู้สึกว่าาองค์กรที่เขาจะมาร่วมงานด้วยนั้น เขามีความมั่นใจว่า “ใช่” ในการเป็นหน่วยงานที่เขาจะทุ่มเทชีวิต เวลา และความมุ่งมั่นในการทำงาน เพื่อความมั่นคงและเจริญก้าวหน้าของตนเองวัตถุประสงค์ของการปฐมนิเทศ มีหลายประการ แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้วยเวลา ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่นหน่วยงานต้นสังกัดต้องการเร่งรัดให้พนักงานใหม่เข้าทำงานในหน้าที่โดยเร็วที่สุด เพราะขาดกำลังคน หรือมีงานเร่งด่วนที่จะให้ทำ รวมทั้งบุคลากรที่จะทำหน้าที่ให้การฐมนิเทศก็มีงานติดพันอยู่ในช่วงเวลาของการปฐมนิเทศ จึงควรพิจารณากำหนดวัตถุประสงค์ของการปฐมนิเทศให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญคัญและความเร่งด่วน

โดยทั่วไปควรกำหนดวัตถุประสงค์ เป็นความต้องการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อองค์การ ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานในโอกาสแรกที่จะทำได้ เพื่อสร้างความศรัทธา ไว้วางใจในการเข้ามาร่วมงานในสังกัดขององค์การ ถ้ามีเวลากำหนดไว้น้อยก็ควรจะให้ความรู้ความเข้าใจในจุดสำคัญ ได้แก่
1. เรื่องที่เกี่ยวกับองค์การ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ
2. ผู้ก่อตั้งคณะผู้บริหารและความมั่นคงเจริญเติบโตขององค์การ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์การต่างๆ ในเครือและหน่วยงานต่าง ๆ
4. วัฒนธรรมองค์กร
5. ลักษณะพฤติกรรมที่องค์การต้องการให้พนักงานประพฤติปฏิบัติ
6. การทำงานอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

ส่วนการให้คำชี้แจงในวัตถุประสงค์ เพื่อให้พนักงานใหม่ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ กฎข้อบังคับต่างๆ ขององค์การและเงื่อนไข ข้อตกลงสภาพการจ้าง การให้สวัสดิการต่างๆ อาจจัดทำคู่มือพนักงานมองให้พนักงานไปศึกษาด้วยตนเองและกำหนดให้มีการทดสอบความเข้าใจด้วยการออกแบบการทดสอบ เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า ได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ แล้ว หากพนักงานใหม่ยังไม่ผ่านการทดสอบ ก็ให้ซักถามผู้บังคับบัญชาโดยตรงและเข้ารับการทดสอบใหม่ภายในเวลา 2 สัปดาห์ โดยมีเงื่อนไขว่าถ้ายังไม่ผ่านการทดสอบรอบสองจะไม่ผ่านการทดลองงาน ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานใหม่ใส่ใจในการเรียนรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ ผลประโยชน์และสวัสดิการที่ตนจะได้รับอย่างชัดแจ้ง แทนการรับฟังคำชี้แจง ซึ่งไม่มีหลักประกันเรื่องความสนใจอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามจะต้องให้การปฐมนิเทศทั้งในรูปแบบการฝึกอบรมและการให้การเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ เพื่อให้พนักงานใหม่มีความพร้อมในด้าน ความคิด จิตใจ ในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์การอย่างแท้จริง

องค์กรกับการพัฒนาบุคลากรแนวใหม่เพื่อผลลัพธ์ที่ดี


ปัจจุบันองค์กรถูกท้าทายด้วยระบบโลกาภิวัฒน์ ที่นำมาซึ่งการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและการเอารัดเอาเปรียบทุกรูปแบบเพื่อชัยชนะจึงส่งผลทำให้ผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารใหม่ โดยการบริหารงานเชิงกลยุทธ์ซึ่งผู้บริหารต้องเริ่มต้นจากการ ทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ใหม่และพร้อมทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่ที่จะทำให้องค์การเกิดผลลัพธ์ที่ดีในปัจจุบันและในอนาคตดังนั้น ผู้บริหารองค์กรจะต้องนำเอารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ต่างๆ มาหาวิธีในการพัฒนาบุคลากรแนวใหม่ โดยที่ผู้บริหารและองค์กรต้องให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกระดับอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน เพราะหากผู้บริหารองค์กรและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ได้ให้ความสำคัญและให้ความเอาใจใส่อย่างจริงจัง ก็จะส่งผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นกับองค์กรในระยะยาว เพราะเมื่อพนักงานได้รับการพัฒนาทัศนคติและมีแรงจูงใจในการทำงานที่ดี และพนักงานได้รับการตอบสนองความต้องการอย่างเหมาะสม ก็ย่อมจะทำให้องค์กรได้ความจงรักภักดี ความทุ่มเทกำลังสติปัญญาและความสามารถในทุกๆ ด้านเพื่อพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน แต่ในขณะเดียวกันหากพนักงานไม่ได้รับการพัฒนาทัศนคติและขาดแรงจูงใจที่ดีพอ ก็จะส่งผลกระทบทำให้การทำงานของพนักงานไม่เต็มที่หรือบางครั้งก็ทำงานตามหน้าที่ของตนให้เสร็จในแต่ละวันเท่านั้นและส่งผลกระทบตามมาโดยพนักงานจะขาดจิตสำนึกที่จะรักองค์กร ขาดการทุ่มเทกำลังกายทำให้องค์กรไม่พัฒนาและขาดการเติบโตเพราะฉะนั้นการพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลในระยะยาวจึงต้องเปลี่ยนหลักการและแนวคิดแบบเดิมมาเป็นระบบการพัฒนาคนแนวใหม่
ดังนั้น การพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลในระยะยาวจึงต้องเปลี่ยนหลักการและวิธีคิดจากแบบเดิมมาสู่การพัฒนาแบบใหม่ โดยอาศัยการพัฒนาทัศนคติ การพัฒนาลักษณะนิสัย และการพัฒนาแรงจูงใจของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จึงจะช่วยทำให้บุคลากรและองค์กรอยู่รอดและเติบโตเป็นที่ยอมรับทั้งภายในและภายนอกประเทศและเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆอย่างดี และพร้อมที่จะใช้ข้อมูลต่างๆ มาทำการตัดสินใจในการบริหารงานบุคคล เพื่อให้อยู่รอด ซึ่งจำเป็นจะต้องปรับตัวอยู่เสมอโดยมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล

การฝึกอบรมกับการศึกษาและการพัฒนาบุคคล

การพัฒนาบุคคล และการฝึกอบรมล้วนแต่มีลักษณะที่สำคัญๆ คล้ายคลึงกัน และเกี่ยวข้องกันจนดูเหมือน จะแยกออกจากกันได้ยาก แต่ความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสามเรื่องดังกล่าว จะช่วยทำให้สามารถเข้าใจถึงลักษณะของ
กระบวนการฝึกอบรม ตลอดจนบทบาทและหน้าที่ของผู้รับผิดชอบจัดการฝึกอบรมเพิ่มมากขึ้น

การศึกษาเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างมีระบบ เพื่อให้บุคคลมีความรู้ ทักษะ ทัศนคติในเรื่องทั่วๆไป อย่างกว้างๆ โดยมุ่งเน้นการสร้างคนให้มีความสมบูรณ์ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมด้วยดี และสามารถปรับตัว ให้เข้ากับ สภาพแวดล้อมได้เป็นสำคัญ ถึงแม้ว่า การศึกษายุคปัจจุบันจะเน้นให้ความสำคัญแก่ตัวผู้เรียนเป็นหลัก (Student-Centered) ทั้งในด้านของการจัด เนื้อหาการเรียนรู้ ระดับความยากง่ายและเทคนิควิธีการเรียนรู้ เพื่อให้ตรงกับความสนใจ ความต้องการ ระดับสติปัญญา และความสามารถของผู้เรียนก็ตาม การศึกษาโดยทั่วไปก็ยังคงเป็นการสนองความต้องการของบุคคล ในการ เตรียมพร้อม หรือสร้างพื้นฐานในการเลือกอาชีพมากกว่า การมุ่งเน้นให้นำไปใช้ในการปฏิบัติงานใดงานหนึ่ง นอกจากนั้น การศึกษาเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ตลอดชีวิต ( Lifelong Education) ไม่จำกัดระยะเวลาอีกด้วย

ส่วนคำว่า การพัฒนาบุคคล นั้น นักวิชาการด้านการฝึกอบรมบางท่านเห็นว่าเกือบจะเป็นเรื่องเดียวกันกับการฝึกอบรม โดยกล่าวว่า การฝึกอบรม เป็นการเสริมสร้างให้เกิดการเรียนรู้ สำหรับบุคลากรระดับปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถทำงานอย่างใด อย่างหนึ่งได้ตามจุดประสงค์เฉพาะอย่าง ในขณะที่การพัฒนาบุคคลนั้น มุ่งเสริมสร้างให้เกิดการเรียนรู้ในเรื่องทั่วๆไป อย่างกว้างๆ จึงเป็นการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรระดับบริหารเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วบุคลากรทั้งสองระดับก็ต้องมีทั้งการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากรรวมๆกันไป เพียงแต่ว่าจะเน้นหนักไปในทางใดเท่านั้น

นอกจากนั้น การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคคลนั้น เป็นเรื่องที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง เน้นถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ ของงานซึ่งตัวบุคคลนั้นปฏิบัติอยู่ หรือจะปฏิบัติต่อไปในระยะยาว เนื้อหาของเรื่องที่ฝึกอบรมอาจเป็น เรื่องที่ตรงกับความต้องการ ของตัวบุคคลนั้นหรือไม่ก็ได้ แต่จะเป็นเรื่องที่มุ่งเน้นให้ตรงกับงานที่กำลังปฏิบัติอยู่หรือกำลังจะได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ การฝึกอบรม จะต้องเป็นเรื่องที่จะต้องมีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดลงอย่างแน่นอน โดยมีจุดประสงค์ให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง พฤติกรรม ซึ่งสามารถประเมินผลได้จากการปฏิบัติงานหรือผลงาน (Performance) หลังจากได้รับการฝึกอบรม ในขณะที่การศึกษา เป็นเรื่องระยะยาว และอาจประเมินไม่ได้ในทันที

 

การพัฒนาธุรกิจของตัวเองนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องคิดค้นวิธีใหม่ๆ

17

ในปัจจุบันมีแผนธุรกิจใหม่ๆ มากมาย จากผู้ที่เคยประสบความสำเร็จมาเผยแพร่และบอกเล่าให้เราฟัง ผ่านทางหนังสือ หรือบทสัมภาษณ์ต่างๆ ซึ่งเมื่อเราหยิบไปปรับใช้กับธุรกิจตัวเองก็พบว่าบ้างก็ใช้ได้ บ้างก็ใช้ไม่ได้ และหลายๆ ครั้งก็พบว่ารูปแบบธุรกิจ หรือแผนการตลาดใหม่ๆ นั้นมีมากมายเหลือเกิน จนไม่รู้จะทดลองใช้อันไหนดี เพราะการทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะสามารถลองผิดลองลองถูกได้เสมอ เมื่อเกิดข้อผิดพลาดแล้วนั้นอาจหมายถึงจุดจบของธุรกิจเราได้เลย ดังนั้นจะดีกว่าใหม่ถ้าเราหันกลับมามองเรื่องพื้นฐาน 5 ประการที่เคยใช้ได้ผลกับทุกยุคทุกสมัย และนำมาปรับใช้กับอะไรใหม่ๆ ที่เราอยากให้เป็น หรือปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์มากขึ้นกันดีกว่า

การพัฒนาธุรกิจของตัวเองนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องคิดค้นวิธีใหม่ๆ เองเสมอไป หนทางที่ง่ายกว่าคือการลองมองดูธุรกิจรอบๆ ตัวเราดูบ้างว่ามีแผนพัฒนาธุรกิจอะไรที่น่าสนใจและสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจของเราเองได้บ้าง ซึ่งเราคงไม่ต้องมองไปไหนไกล เราสามารถเริ่มต้นได้จากดูคู่แข่งของเราเองก่อนว่าพวกเขามีอะไรที่ดีกว่าและนำหน้าเราอยู่ และยังมีอะไรที่ขาดหายไป หรือมีอะไรที่น่าจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้อีก จากนั้นนำสิ่งที่เราเห็นมาวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อหาข้อดี ข้อเสีย และผลที่ตามมาเมื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจตัวเองว่ามีความคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน อย่างเช่น รูปแบบร้านของ Apple Store ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการหลายรายที่นำมาปรับใช้ เนื่องจากรูปแบบร้านที่เรียบง่าย เน้นให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและได้ทดลองเล่น ทดลองใช้ รวมไปถึงการบริการที่เอาใจใส่ ทำให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เราก็สามารถนำจุดแข็งเหล่านี้มาปรับใช้ให้กับธุรกิจของตัวเองได้เช่นกัน

หัวข้อนี้ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด แต่กลับมีคนเป็นจำนวนมากที่มักพลาดกันในเรื่องการใส่ใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพราะคนส่วนมากนั้นมักเลือกที่จะเดาใจลูกค้ากันเอาเอง คิดกันเอาเองว่าลูกค้ามีความต้องการแบบนั้นแบบนี้ ทั้งๆ ที่วิธีที่ง่ายและได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำมากกว่าการคาดเดาก็แค่การถามลูกค้าตรงๆ หรือพยายามรับฟังลูกค้าให้มากขึ้นเพียงเท่านั้นเอง   ซึ่งวิธีการถามลูกค้านั้นก็สามารถทำได้โดยวิธีการทำแบบสอบถาม เพื่อรวบรวมข้อมูลและนำมาประเมินเพื่อพัฒนาสินค้า และการบริการแต่ละด้านให้ตรงจุด และตรงใจของลูกค้าให้มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนการรับฟังนั้นก็ทำได้ไม่ยากเช่นกันเพียงแค่เราใส่ใจในสิ่งที่ลูกค้าพูด หรือลูกค้าบ่นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และการบริการของเราไม่ว่าผ่านทางพนักงานขาย หรือบนโลกออนไลน์ก็ควรนำมาวิเคราะห์และแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น